Amulet Protection for you.


>
การทำงานของสติจิตอารมณ์…
…จิตนั้นเป็นตัวรับรู้สั่นไหวแล้วปั่นเป็นอารมณ์ อารมณ์มันก็กลับไปเกาะที่จิตให้สั่งงานมาทันทีตัวอย่างเช่นขณะเกิดอาการของอารมณ์ปวดหลัง จิตมันรับรู้ว่าปวดหลังอารมณ์มันเกิดคือความปวดหลังจิตมันรับรู้ว่าปวดมันก็เกิดอารมณ์ปั่นป่วนอารมณ์มันก็กลับไปบอกจิตว่าปวดหลังแล้วนะจิต จะแก้ไขปัญหานี้ยังไงดี ถ้าเราไม่มีตัวสติมากำกับอีกตัวหนึ่งก็คือความคิดเริ่มต้นแล้วปล่อยตามอารมณ์ของจิต มันก็จะพากันผสมโรง ว่า เออ!ปวดจริงๆด้วยแหละ คราวนี้มันจะปวดแสนปวดไม่หยุด ใจจะไม่สงบ งุดงิด รำคาญ แต่ถ้าเรามีสติมาดักตัวอารมณ์ป่วนไว้ก่อนที่อารมณ์จะสั่งจิตโดยตรง สติก็จะขึ้นหัวข้อที่ดีให้ว่าสาเหตุแห่งความปวดนั้นเพราะอะไรแล้วสติก็มาสั่งจิตกำกับลงไปที่จิตว่า ปวดหลังหนอ! ปวดหลังหนอ! พอตัวจิตมันเกิดรู้ตัวขึ้นมามันก็แยกความเจ็บปวดออกไปเพราะมีสติมาสั่งจิต จิตนั้นจะเชื่อสติ หาทางแก้ปัญหานี้ให้จิตอย่าให้จิตปั่นอารมณ์เอง จิตมันก็จะแยกความเจ็บปวดออกไป กลายเป็นอารมณ์แห่งปัญญาที่ดีที่ไม่บ่นว่าปวดเพราะรู้เหตุแห่งความปวดนั้นมาจากอะไร อารมณ์แห่งปัญญานั้นกลายเป็นยารักษาทันทีอย่างน้อยความปวดนั้นก็จะทุเลาเบาบางลงไปได้ ตรงนี้พระพุทธเจ้าของเราก็เคยทรงทำไว้ตอนที่พระเทวทัต กลิ้งหินลงจากภูเขาทำให้ทรงห้อพระโลหิตที่เท้า แต่พระองค์ทรงแยกความเจ็บปวดนั้นออกไปได้ ด้วยสตินั่นเอง เราต้องมาดูแล สติ จิต อารมณ์ ให้เป็นกลางก็เท่านั้น อย่าให้อารมณ์เหนือจิต อย่าให้จิตเหนืออารมณ์ มีสติคอยดูแลรักษาให้เป็นนิสัย …สรุป…สติ เปรียบเสมือน เชือกที่ผูกมัดจิตและอารมณ์เอาไว้ด้วยกัน หากเมื่อใดจิตมันเกิดรับรู้เกิดสั่นไหว ก็จะเกิดอารมณ์ปั่นป่วนขึ้นมา คือถ้าจิตรับรู้ก็จะเกิดอารมณ์ทันที เชือกที่ผูกจิตและอารมณ์ไว้ก็สั่นไปถึงสติ สติก็จะไปช่วยไปดักทางก่อนอารมณ์จะเตลิดไป จิตก็จะถามสติว่าจะทำประการใดประการหนึ่งกับอารมณ์นี้ดีพอสติริเริ่มสั่งงานแล้วจิตก็จะปั่นเป็นอารมณ์แห่งปัญญาทันที หากแต่ว่าอารมณ์ปั่นที่มีสตินั้น ก็จะเป็นอารมณ์ปั่นของปัญญา จะนำพาไปในทางที่ชอบ ที่ควร…พวกเราจงมารักษา สติ(ความคิดริเริ่มที่ดี)จิต(ตัวรับรู้สั่นไหวได้)อารมณ์(ปัญญาพาไปหรือตัวโง่พาไป)ให้สมดุลและมีการใช้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน อย่าได้มองข้ามตัวสติเลยขอให้ใช้สติจนเคยชิน จะเกิดแต่ผลดีกับตัวท่านเองและคนรอบข้าง……ขอให้ทุกท่านที่อ่าน เจริญด้วยอารมณ์แห่งปัญญาเถิด…
…โอ ระยอง เขียน…
……………………………………………………………………………………….
เพิ่มเติมต่อท้าย
ใจเป็นใหญ่ คงอยู่อย่างนั้นมาแต่เดิม จิตเป็นอาการหนึ่งของใจ เมื่อใจรับรู้ จึงเกิดจิต จิตคืออาการตอบสนองของใจ เมื่อจิตมีอาการรับรู้แล้ว ก็จะเกิดการแยกอารมณ์ ดีเลว ต่างๆนาๆ ถ้าขาดสติก็จะแสดงอารมณืออกมาตามจิตนั้นสั่ง ตรงนี้ถ้ามีสติ มากรองอารมณ์ก่อนที่จะแสดงอะไรๆออกไป คอยแบ่งแยกคอยคัด คอยยับยั้งชั่งใจว่าส่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี ก็จะทำให้เกิด ปัญญา คืออารมณ์ตัวหนึ่ง ที่สตินั้นได้กรองมาแล้ว ว่าดีที่สุด …ฉนั้น สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ข้อสุดท้ายก่อนพระนิพพาน ว่า ขอทุกคนอย่าได้ประมาทเลย นั้นพระธรรม 84000พระธรรมขันธ์ก็มารวม อยู่ในข้อสุดท้ายข้อเดียวเลยในบทสรุป คำว่าอย่าประมาท แปลแล้วก็คือ ความมีสติ รอบรู้สิ่งต่างๆ พาเราไปในทางที่ชอบที่ควร เมื่อใดขาดสติ เกิดความประมาท คือหนทางแห่งความตายและหายนะ (มีสติไม่ประมาท ไม่ประมาทจึงมีสติ)ผมจะเรียงจิตใจให้ดูครับใจเป็นใหญ่ จิตเป็นรองใจ อารมณ์เป็นรองจิต สติคอยดูแลอารมณ์และจิต คอยส่งเป็นปัญญากลับไปที่จิต ปั้นกลับมาเป็นอารมณ์อีกครั้งหนึ่ง วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ หากหมดจิตหมดอารมณ์ เหลือแต่แต่สติกับใจแล้วหล่ะก็ นั่นคือความสงบ ที่พระพุทธเจ้า ท่านค้นพบคือถึงที่สุดแล้ว
………………………………………………………………………………………………………………..

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: