Amulet Protection for you.


>การรับผลกรรมนั้น ก็เปรียบเสมือนเราขว้างบูมเมอแรงออกจากตัว บูมเมอแรงนั้นก็จะวนกลับมาหาเราอีก ดังนั้น เรากระทำกรรมอันใดไว้ ก็ย่อมได้รับกรรมนั้นเป็นของตอบแทนเช่นกัน แม้พระพุทธองค์เองก็ยังต้องทรงชดใช้กรรมเก่า ดังที่ทรงตรัสเล่าไว้ใน “พุทธาปทาน” ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงฟังเถิดกรรมที่เราได้กระทำไว้แล้ว เราเห็นภิกษุผู้หนึ่งอยู่ป่ารูปหนึ่ง จึงได้ถวายผ้าท่อนเก่า ในกาลนั้น เราได้ปรารถนาเป้นพระพุทธเจ้าครั้งแรก ผลแห่งกรรมอันเนื่องด้วย ผ้าท่อนเก่านั้นได้สำเร็จแม้ในความเป็นพระพุทธเจ้า”“เราเคยเป็นนักเลงชื่อ ปุนาลิ ในชาติปางก่อน ๆ ได้กล่าวใส่ร้ายพระปัจเจกพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุรภี ผู้มิได้ประทุษร้าย ด้วยผลกรรมดังกล่าวนั้น เราได้ท่องเที่ยวไปในนรกสิ้นกาลนาน เสวยทุกขเวทนา สิ้นพันปีเป็นอันมาก ด้วยกรรมที่เหลือนั้น ในภพสุดท้ายนี้ ก็ถูกใส่ความ เพราะเหตุนางสุนทริกา (คือนางสุนทริกา เป็นนักบวชหญิงถูกพวกเดียรถีย์ ใช้ให้ทำเป็นบอกใครว่าจะไปค้างคืนกับพระสมณโคดม แล้วไปค้างเสียที่อื่น รุ่งเช้าก็ทำเป็นเดินทางมาจากวัดเชตวนารามที่ประทับของพระพุทธองค์ พออีก 2 – 3 วัน พวกเดียรถีย์ก็จ้างนักเลงไปฆ่านางสุนทรกา เป็นเชิงให้เห็นว่า นางถูกฆ่า เพื่อจะปิดปาก มีคนก็สงสัยว่าอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่พระราชาส่งราชบุรุษสืบดูตามร้านสุรา ก็จับพวกนักเลงได้และลงโทษผู้จ้างในที่สุด)“ในกาลก่อนเราได้เคยฆ่าน้องชายต่างมารดาด้วยเหตุแห่งทรัพย์ ผลักลงไปในซอกเขาเอาหินทุ่ม ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เทวทัตจึงเอาหินทุ่มเรา สะเก็ตหินมาถูกหัวแม่เท้าเรา”“เราได้เคยเป็นพระราชา เป็นหัวหน้าทหารเดินเท้าได้ฆ่าบุรุษหลายคนด้วยหอก ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้หมกไหม้อย่างหนักในนรก ด้วยผลแห่งกรรมนั้น สะเก็ตแผลที่เท้าเราก็กลับกำเริบ (อักเสบ) เพราะกรรมยังไม่หมด”“เราเคยเป็นเด็กชาวประมง ในหมู่บ้านชาวประมงเห็นชาวประมง ฆ่าปลาก็มีความชื่นชม ด้วยผลแห่งกรรมนั้นเราจึงเกิดเจ็บที่ศีรษะ”“เราเป็นผู้ชื่อว่าโชติปาละ ได้เคยกล่าวว่าพระสุคต พราะนามว่ากัสสปะว่า การตรัสรู้เป้นของได้โดยยาก ท่านจะได้จากต้นควงโพธิ์ที่ไหนกัน ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นอันมากก่อนตรัสรู้ สิ้นเวลาถึง 6 ปี ต่อ จากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ได้แสวงหาทางที่ผิด เพราะถูกกรรมเก่ามาทวงเอา”“ เราสิ้นบุญและบาปแล้ว เว้นแล้วจากความเดือนร้นทั้งปวง ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้น ปราศจากอาสวะ จักปรินิพพาน”จะเห็นได้ว่า แม้พระบรมสุคตเจ้ายังมิอาจหลีกเหลี่ยงผลกรรมที่ตนกระทำไว้ได้ แม้ยินดีในการฆ่าปลาของผู้อื่นก็ยังต้องรับผลของมโนกรรมนั้นด้วยการปวดศีรษะ แม้ได้กล่าวหาผู้อื่นไว้ก็ได้ถูกใส่ร้ายในชาตินี้ กรรมสนองกรรมจึงเป็นกลไกของธรรมชาติที่ไม่มีผู้ใดอาจขัดขืนได้ กรรมใดใครก่อ ผู้นั้น เป็นผู้รับ เอง มิอาจหนีกรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงสอน ในท้ายสุดว่า อย่าประมาท ถ้าไม่ประมาท อย่างน้อยก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: