Amulet Protection for you.


พระนิพพานอย่าว่าอยู่ที่นั้นที่นี่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือคาดหมายเลยแต่เป็นที่สุดแห่งโลกมีอยู่จริง ฝึกฝนได้แต่พอถึงต้องปล่อยวางสัมภาระทั้งหมด ไม่ยึดถือ ยึดติด ไม่คาดหมาย จึงจะเข้าไปได้อย่างแท้จริง
1.วิบากกรรมจะส่งผลเฉพาะผู้ที่มีกิเลศตัณหาหลงเหลืออยู่เมื่อตายแล้วกิเลศตัณหาก็จูงจิตไปส่งผลเป็นวิบากกรรม สำหรับพระอรหันต์นั้นท่านสิ้นอาสวะไม่มีกิเลศตัณหาหลงอยู่ เมื่อท่านตายกิเลศตัณหาไม่มี วิบากกรรม จะมีที่ไหนเหล่า หากจะมีเศษกรรมก็เฉพาะตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะร่างกายท่านนั้นเกิดจากกิเลศตัณหาสร้างขึ้นแม้ท่านจะรับกรรมจากเศษกรรม แต่จิตของท่านก็ไม่วิตกหวั่นไหวในเศษกรรมนั้น ท่านที่ได้อะระหัตผลแล้วจะเข้าใจในการวางจิตเมื่อถึงเวลาจะไปนิพพานขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นท่านปล่อยวางกิเลศตัณหาอุปาทานสิ้นแล้วเรียกว่านิพพานดิบ แต่ท่านก็ยังคงมีจิตอยู่เพียงแต่มิได้กำเริบขึ้นมาเท่านั้นเมื่อถึงเวลาจะไปนิพพานจริงๆ ท่านก็จะปล่อยจิตที่ไม่กำเริบนั้นคืนสู่โลกแล้วดับขันธ์สู่โลกุตระนิพพาน เรียกว่านิพพานสุข ก็ได้
2.นิพพานเอาจิตเข้าไปไม่ได้ เพราะจิตแท้เดิมทีเดียวนั้นเป็นของโลกไม่ใช่ของเราเพียงแต่เรายึดครองเค้ามานานด้วยกิเลศตัณหานานแสนนานแล้วจนคิดว่าจิตนั้นเป็นของๆเรา เราจะขโมยของๆโลกเข้าไปในนิพพานด้วยหรือ เมื่อมีจิตก็ต้องมีเกิดไม่มีจิตก็ไม่มีเกิดหากคิดว่าจิตนั้นเป็นของๆเราต้องเอาเข้าไปเสวยสุขในนิพพานด้วยแล้วนั้นคิดผิดจึงมีพระพรหมมากมายก็เพราะทำอย่างนี้อายุของพระพรหมนั้นยาวนานมากนับเป็นล้านๆปีของพรหมกว่าจะหมดอายุขัยแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วมาทำให้แจ้งถึงพระนิพพานอีกครั้งเสียเวลายาวนานมากๆนับว่าน่าเสียดาย พระนิพพานไม่ใช่ที่ที่จะคาดหมายว่าจะไปอยู่เพียงแต่ฝึกให้รู้ไว้ก่อนได้แต่เมื่อจะไปจริงๆสัมภาระทั้งหมดต้องทิ้งไว้เบื้องหลังทั้งหมด จิตนั้นเป็นลมเกิดอยู่สำหรับโลกให้ถือว่ามีไว้เพื่อให้รู้การบุญการกุศลบาปบุญคุณโทษนรกสวรรค์และนิพพานคือที่สุดของการถือไว้เท่านั้นจิตนั้นโลกเค้าตั้งสร้างแต่งไว้ก่อนเรา เราจึงเข้ามาอาศัย เมื่อจะเข้านิพพานจึงต้องวางจิตใจคืนไว้ให้กับโลกตามเดิมเสียก่อนวางไม่ได้เป็นโทษไม่อาจถึงพระนิพพานได้อนึ่งคนทั้งหลายที่ไปบังเกิดเป็นอรูปพรหม อันปราศจากความรู้นั้นก็ล้วนแต่บุคคลที่ปราถนาพระนิพพานทั้งนั้น แต่ไม่รู้จักวางจิตให้สิ้นนั้นเองเพราะจิตนั้นยังมีวิญญาณอาศัยและเข้าใจว่าเป็นจิตของตัวและเข้าใจว่าพระนิพพานมีอยู่ในเบื้องบนนั้นตัวก็นึกเอาจิตของตัวไปเป็นสุขอยู่ในที่นั้นเมื่อตายแล้วก็พาเอาตัวขึ้นไปอยู่ในที่ไม่มีรูปตามที่จิตตนนึกไว้นั้นคนที่ได้ไปอยู่ในอรูปพรหมแล้วจะกลับมาได้พระนิพพานนั้นช้านานยิ่งนักเพราะอายุของอรูปพรหมนั้นยืนยาวมากนับไม่ได้เราเรียกนิพพานนี้ว่า นิพพานโลกีย์ ต่างกันที่มิได้ดับวิญญาณหรือจิตเท่านั้นถ้าดับวิญญาณหรือจิตก็เป็นนิพพานโลกุตระได้ส่วนความสุขในพระนิพพานทั้งสองนั้นก็ประเสริฐเลิศโลกเสมอกัน แต่นิพพานโลกีย์เป็นนิพพานที่ไม่สิ้นสุดเท่านั้นเมื่อสิ้นอำนาจของฌานแล้วจะต้องมาเกิดแก่เจ็บตายอีก โลกุตระนั้นปราศจากวิญญาณหากที่ใดมีวิญญาณก็จะต้องกลับมาเกิดอีก โลกุตระนั้นไม่มีวิญญาณจึงไม่มีเกิดแก่เจ็บตายการวางจิต ก็คือการ วางทุกข์สุข รักโลภโกรธหลง ไม่เป็นเจ้าของสิ่งใดๆทั้งสิ้นแม้จิตอันนั้นที่คิดว่าเป็นของๆเรามันก็ไม่ใช่ของเราหากคิดว่าเป็นของๆเราแล้วจะเอาเข้านิพพานด้วยก็ไม่พ้นนิพพานโลกีย์ นิพพานโลกุตระนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ตรงนั้นตรงนี้หรือคาดหมายว่าจะเอาจิตไปอยู่ได้ ต้องวางจิตคืนให้กับโลกเสียก่อนจึงจะไปได้ ซึ่งที่นั้น ไม่มีวิญญาณจึงไม่มีจิตที่จะไปเกิดได้ ไม่มีกิเลศตัณหา อุปาทาน จึงเป็นบรมสุข เรียกว่าที่สุดของโลกหรือโลกุตระนิพพาน นั่นเอง
@ในส่วนตัวแล้ว@ เมื่อไม่มีจิตไม่มีวิญญาณ แล้วคำว่าบรมสุขในนิพพานโลกุตระ มันมาจากไหนกันเล่า อย่าลืมว่าการจะปล่อยวางจิตและวิญญาณคืนสู่โลก ก่อนจะเข้านิพพานนั้นจะต้องใช้สติปัญญาที่ละเอียดอ่อนสูงมากเป็นสติปัญญาเรียกได้ว่าเป็นความรู้แจ้งสูงสุดก็ว่าได้ เมื่อวางจิตวางวิญญาณด้วยปัญญานั้นได้แล้ว สิ่งที่อยู่ก็คือปัญญาอันรู้แจ้งโลกที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเรียกว่าความรู้แจ้งโลกอยู่คู่กับคำว่าบรมสุขเรียกว่าโลกุตระนั่นเอง ตัวของเราเหลือแต่ความรู้แจ้งโลก ความรู้แจ้ง ที่ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ จึงมาเกิดไม่ได้ อีกต่อไป เรียกว่ากลายเป็นความรู้แจ้งของธรรมชาติที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกไปเลยก็ว่าได้ไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้วแม้แต่ตัวของเราเอง นิพพานจึงหาที่อยู่ที่ตั้งไม่ได้เพราะว่าอยู่ได้ในทุกๆทีเป็นความรู้แจ้งในทุกสิ่งของธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปแล้วธรรมชาติที่รู้แจ้งแทงตลอดอย่างแจ่มแจ้งเด่นชัด ลองคิดดูว่า ไม่กินไม่หิวไม่หนาวไม่ร้อนไม่ทุกข์ไม่โศก ไม่มีอะไรทั้งหมด มีแต่ความรู้แจ้งโลกในทุกสิ่งทุกอย่างเด่นชัดคงอยู่อย่างนั้นครอบคลุมไปในทุกที่ ทุกๆอนันตจักรวาลทั้งน้อยใหญ่ ทุกมิติภพภูมิ นรกสวรรค์ ทุกชั้นพรหม ไม่รู้จะเขียนยังไงให้มันลึกซึ้งไปกว่าใจนี้คิดได้อีกแล้ว

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: